ซูชิ
ซูชิ (ญี่ปุ่น: 寿司 sushi และมีการเขียนหลายแบบ ได้แก่ すし、鮨、鮓、寿斗、寿し、壽司 ?) หรือ ข้าว ปั้นมีหน้า เป็นอาหารญี่ปุ่น ที่ข้าวมีส่วนผสมของน้ำส้มสายชู และกินคู่กับปลา เนื้อ หรือ ของคาวชนิดต่างๆ ในประเทศญี่ปุ่น ซูชิมักจะหมายถึงอาหารที่มีส่วนประกอบของ ซูชิเมะชิ (寿司飯, ข้าวที่ผสมน้ำส้มสายชู) และมีหน้าแบบต่างๆเป็นหน้า ที่นิยมได้แก่ อาหารทะเล ผัก ไข่ เห็ด เนื้อที่นำมาใช้อาจจะเป็นเนื้อดิบ หรือ เนื้อที่ผ่านกระบวนการทำอาหารแล้ว สำหรับในประเทศอื่น
ซูชิ หมายถึง การรวมกันระหว่างปลากับข้าว ซูชิมีวิวัฒนาการมาเมื่อหลายร้อยปีมาแล้วซึ่งเกิดจากความต้องการถนอมอาหาร ของคนญี่ปุ่น
"ซูชิ" นิยมหมายถึง นิงิริซูชิ ที่เป็นข้าวมาอัดเป็นก้อนและมีเนื้อปลาวางบนด้านหน้าเท่านั้น
ประ เภทของซูชิ
- นิงิริซูชิ (Nigiri Sushi) เป็นซูชิพบได้บ่อยในภัตตาคาร ซูชิจะมีลักษณะข้าวเป็นก้อนรูปวงรีแล้ววางเนื้อปลาดิบ ปลาหมึก ฯลฯ ไว้ข้างบน อาจจะใส่วาซาบิเล็กน้อย หรือตกแต่งด้วยสาหร่ายทะเลก็ได้ ซูชิแบบนี้เป็นที่นิยมมากที่สุด
- มากิซูชิ (Maki Sushi) มีวิธีทำ 3 แบบด้วยกัน (1) ม้วนข้าวไว้ด้านในสาหร่ายทะเลอยู่ด้านนอก (2) ม้วนสลับกับแบบแรกโดยที่สาหร่ายอยู่ด้านในส่วนข้าวอยู่ด้านนอก (3) ห่อเป็นรูปกรวย เรียกว่า แคลิฟอร์เนียเทมากิ
- ชิราชิซูชิ (Chirashi Sushi) เป็นการจัดปลาดิบ ปลาหมึก กุ้ง ผัก ฯลฯ ที่หั่นเป็นชิ้นๆ วางเรียงบนข้าวที่ใส่อยู่ในกล่อง
- โอชิซูชิ (Oshi Sushi) หรือรูปแบบคันไซจากเมืองโอซาก้า เอาข้าวมาอัดลงในแม่พิมพ์รูปสี่เหลี่ยมตามยาวหั่นขนาดพอดีให้รับประทานเป็น คำๆ แล้ววางเนื้อปลาไว้ด้านบน
- อินะริซูชิ ซูชิที่นำเนื้อมาใส่ในเต้าหู้ที่มีลักษณะเป็นถุง
หน้า ของซูชิ
โซบะ
โซบะ (ญี่ปุ่น: そば, 蕎麦 soba ?) เป็นอาหารญี่ปุ่นที่ได้ความนิยมชนิดหนึ่ง ทำจากแป้งบัควีท (ไม่ใช่แป้งสาลี) มีลักษณะเป็นเส้นยาว สีน้ำตาล
โซบะ นิยมรับประทานทั้งแบบเย็น จุ่มกับซอส และแบบร้อน ในน้ำซุป ซึ่งมีชื่อเรียกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับวิธีนำเส้นโซบะไปประกอบอาหารนั้น
นอกจากนี้ ในประเทศญี่ปุ่นเอง ยังนิยมเรียกอาหารเส้น ที่เป็นเส้นขนาดเล็กว่า โซบะ อีกด้วย ซึ่งต่างจาก อุด้ง ซึ่งมีลักษณะเส้นหนา ทำจากแป้งสาลี โซบะถูกขายอยู่ในหลากหลายสถานที่ ตั้งแต่ในร้านอาหารจานด่วนราคาถูกตามสถานีรถไฟต่างๆ จนกระทั่งร้านอาหารหรูหราราคาแพง นอกจากนี้ เส้นโซบะยังมีขายแบบเส้นแห้ง และบะหมี่สำเร็จรูป ตามซุปเปอร์มาร์เก็ตอีกด้วย
ในประเทศไทย มักเรียกเส้นบะหมี่ฮกเกี้ยนซึ่งมีลักษณะเส้นใหญ่ หนา สีเหลืองว่า เส้นโซบะ เนื่องจากร้านอาหารในประเทศไทยนิยมนำบะหมี่ชนิดนี้มาผัด คล้ายอาหารญี่ปุ่นที่เรียกว่า ยากิโซบะ
โอะนิงิริ
โอะนิงิริ (おにぎり, 御握り) หรือ โอะมุซุบิ (おむすび) คือข้าวปั้นของญี่ปุ่นที่มีลักษณะสามเหลี่ยมหรือวงรี โดยห่อด้วยสาหร่าย(โนะริ) โดยในสมัยก่อนโอะนิงิริจะมีไส้บ๊วยเค็ม(อุเมะโบะชิ) ปลาเค็ม (ชะเกะ หรือ คัทซึโอะบุชิ) หรือไส้ที่มีรสชาติเค็มต่างๆ โอะนิงิริแตกต่างกับซูชิตรงที่ข้าวในซูชิจะมีรสเปรี้ยวซึ่งมีน้ำส้มสายชู ญี่ปุ่น(ซูชิเมะชิ)เป็นส่วนผสม
ประวัติ
โอะนิงิริในสมัยก่อนมีลักษณะปั้นเป็นก้อนกลมเพื่อง่ายในการถือและไปกิน นอกสถานที่ โดยในยุคก่อนซามูไรสามารถพกพาไปกินได้สะดวกในสนามรบ โดยในยุคเฮอันได้มีการห่อข้าวปั้นใน ลักษณะเป็นเหลี่ยมขึ้น เพื่อให้ง่ายต่อการวางซ้อนกัน จากยุคคะมะคุระจนถึงยุคเอโดะ โอะนิงิริยังไม่มีการห่อด้วยสาหร่าย โดยปรุงรสด้วยเกลือเป็นหลัก จนกระทั่งยุคเมจิที่เริ่มมีการรู้จักใช้สาหร่ายในอาหารต่างๆ
หลังจากที่มีการใช้เครื่องจักรในการห่อข้าวปั้นไม่เป็นผลสำเร็จ เนื่องจากรูปร่างที่ยากต่อการทำ จนกระทั่งในช่วงประมาณ คริสต์ทศวรรษ 1980 ได้มีการห่อข้าวปั้นในรูปแบบใหม่คือ ปั้นข้าวปั้นก่อนแล้วค่อยยัดใส้ โดยการห่อข้าวเป็นรูปสามเหลี่ยมและยัดไส้ตามเข้าไปทีหลัง และสุดท้ายปิดรูด้วยสาหร่าย โดยในภายหลังได้มีการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ข้าวปั้นและสาหร่ายแยกจากกัน เพื่อป้องกันปัญหาสาหร่ายที่ห่อนั้นเหนียว โดยจะต้องนำสาหร่ายมาพันรอบข้าวปั้นก่อนรับประทาน
ไส้ ต่างๆ ในโอะนิงิริ
โอะนิงิริมีตั้งแต่แบบไม่มีไส้ และแบบมีไส้ต่างๆ ซึ่งได้แก่ ปลา ปลาไหล ชิระโกะ ฟุริกะเกะ ผักดอง กิมจิ โนซะวะนะ สาหร่าย ซึคุดะนิ อุเมะโบะชิ คะนิ มิโซะ เมนไทโกะ อุนิ โอะกะกะ ทะระโกะ
ราเม็ง
ราเม็ง (ญี่ปุ่น: ラーメン หรือ らーめん rāmen ?) เป็นบะหมี่น้ำของญี่ปุ่น ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากประเทศจีน ราเม็งมักจะทานคู่กับ เนื้อหมู สาหร่าย คะมะโบะโกะ ต้นหอม และบางครั้งจะมีข้าวโพด ราเม็งมีการปรุงรสแตกต่างกันตามแต่ละจังหวัดในญี่ปุ่น เช่นในคิวชูต้นกำเนิดของทงโคสึราเม็ง (ราเม็งซุปกระดูกหมู) หรือในฮอกไกโดต้นกำเนิดของมิโซะราเม็ง (ราเม็งเต้าเจี้ยว)
ในประเทศตะวันตก คำว่า "ราเม็ง" รู้จักในความหมายถึง บะหมี่สำเร็จรูป
ประวัติ
ในประวัติศาสตร์มีบันทึกไว้ว่า โตกุงะวะ มิสึคุนิ ได้รับประทานราเม็งในคริสต์ศตวรรษที่ 17 ในช่วงยุคเมจิ ที่มาของราเม็งเชื่อว่ามาจากประเทศจีน ถึงแม้ว่าไม่มีประวัติศาสตร์บันทึกไว้แน่ชัด สมมุติฐานหนึ่งคือคำว่า "ราเม็ง" มาจากภาษาจีน "ลาเมียน" (拉麺) ที่มีความหมายถึง เส้นก๋วยเตี๋ยวที่ใช้มือนวด หรือคำอื่นๆ ที่ออกเสียงใกล้กัน เช่น 拉麺 老麺 鹵麺 撈麵
ในยุคเมจิ ราเม็งถูกเรียกว่า "ชินะโซบะ" (支那そば) ซึ่งหมายถึงปาล์มราเมง โซบะจีน ต่อมาชาวจีนได้เริ่มมีการขายราเม็งตามรถเข็นพร้อมกับขายเกี๊ยวซ่าพร้อมกัน และมีการเป่าคะรุเมะระเพื่อเรียก ลูกค้า ซึ่งในปัจจุบันได้มีการอัดเป็นเทปเปิดแทน ราเม็งเริ่มเป็นที่นิยมในยุคโชวะ ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แป้งราคาถูกจากสหรัฐอเมริกาได้เข้ามาสู่ตลาดญี่ปุ่น และขณะเดียวกับที่ทหารญี่ปุ่นได้กลับมาจากการรบที่ประเทศจีน ทหารญี่ปุ่นได้คุ้นเคยกับอาหารจีนมาก่อนทำให้ราเม็งมีการขายได้ดียิ่งขึ้น
ชนิด ของราเม็ง
ราเม็งมีหลากหลายชนิดแตกต่างกันตามภูมิภาค โดยชนิดของราเม็งจะแบ่งตาม เส้นก๋วยเตี๋ยว เนื้อ และน้ำซุป สามอย่างนี้เป็นหลัก ตัวอย่างของราเม็ง ได้แก่
- โชยุราเม็ง (ราเม็งซีอิ๊ว)
- มิโซะราเม็ง
- พลายราเม็ง
- บันชูราเม็ง
- ทะกะยะมะราเม็ง
- โอโนะมิจิราเม็ง
- จุ้ยราเม็ง
- ปาล์มราเม็ง
- ชาชูราเม็ง
เกี๊ยว
เกี๊ยว (จีนตัวเต็ม: 餃子; จีนตัวย่อ: 饺子; พินอิน: jiǎozi เจี่ยวจึ หรือ "เจี่ยวจือ";(ญี่ปุ่น: 餃子, ギョーザ, ギョウザ ?) gyōza เกีย วซะ) หมายถึง อาหารจีนชนิดหนึ่ง ทำจากแผ่นแป้งผสมหรือแป้งบะหมี่
ต้น กำเนิด
มีการกล่าวกันว่ามีที่มาในประเทศจีนราวสมัยราชวงศ์ถังเรื่อยมาจนถึงราชวง ศฮั่น โดยมีการเกิดการการที่นางสนมในวังต้องการทำอาหารที่เป็นแป้งและผักนางจึงไป เอาแป้งที่ยังไม่ได้ทำการรีดเป็นเส้นนำมาห่อแล้วนำไปต้มทำซุปแบบเดียวกับ เกี๋ยวเตี๋ยวเส้น แต่เอาผักและเนื้อสัตว์ลงไปในแป้งห่อ เพื่อความง่ายในการรับประทาน ทำให้เกิดเทศกาลที่ทำเป็นประจำทุกปี
รูป แบบการทำ
วิธีการทำเกี๊ยวใช้วิธีการ (dough) ห่อไส้เนื้อ ผัก หรือส่วนผสมอย่างอื่น ม้วนและปิดห่อด้วยการแตะน้ำเล็กน้อยแล้วบีบที่ขอบ (แผ่นแป้งเมื่อโดนน้ำแล้วจะติดกัน) ทำให้เกี๊ยวมีรูปทรงคล้ายจานบิน เกี๊ยวสามารถนำไปต้ม นึ่ง หรือทอดพอสุก เสิร์ฟพร้อมซอสพริกและซอสสำหรับจิ้มที่ทำ จากซอสถั่วเหลืองผสมน้ำส้มสายชู โดยบางครั้งจะใส่น้ำมันพริกหรือน้ำพริกเผา
เบนโต
เบนโต (ญี่ปุ่น: 弁当 Bentō มัก จะถูกอ่านผิดเป็น เบนโตะ ?) หรือ อาหารปิ่นโตแบบญี่ปุ่น ที่คนไทยนิยมเรียกกันว่า เบนโตะ หมายถึงอาหารที่จัดเตรียมใส่กล่องเพื่อสะดวกต่อการพกพาไปรับ ประทานนอกบ้าน หรือระหว่างการเดินทาง คล้ายกับ ลันช์บ็อกซ์ (lunch box) ของอเมริกา โดยส่วนมากกล่องที่ใส่จะมีลักษณะเป็นหลุมหลายหลุม เหมือนกับถาดหลุม เพื่อจะได้สามารถจัดอาหาร เช่น ข้าวสวย กับข้าว รวมถึงเครื่องเคียงอื่นๆ ใส่ลงในกล่องได้อย่างเป็นสัดส่วน
ปัจจุบันในประเทศญี่ปุ่นมีเบนโตมากมายหลายชนิดให้เลือกรับ ประทาน ทั้งตามสถานีรถไฟภัตตาคาร ห้างสรรพสินค้า และร้านสะดวกซื้อทั่ว ไป ส่วนในประเทศไทย สามารถหารับประทานได้ตามภัตตาคารอาหารญี่ปุ่นหลายๆ แห่ง
มีการสันนิษฐานว่าคำว่า ปิ่นโต ของไทย น่าจะเพี้ยนมาจากคำว่า เปี้ยนตัง ของจีน และเบนโตของญี่ปุ่นนี่เอง
โดรายากิ
โดรายากิ(ญี่ปุ่น: どら焼き, どらやき, 銅鑼焼き, ドラ焼き Dorayaki ?) เป็นขนมหวานของญี่ปุ่น โดยลักษณะเป็นแพนเค้กสองชิ้นประกบกันและสอดใส้ถั่วแดงกวน ในเมืองไทยบางครั้งจะเรียกว่า "แป้งทอด" ตามชื่อเรียกขนมชนิดนี้ในการ์ตูนเรื่องโดราเอมอน
โดรายากิ ส่วนใหญ่ทำมาจากแป้งสาลีผสมกับเนย ไข่ และนมสด และนำส่วนผสมมาทอดเป็นแผ่นคล้ายแพนเค้ก เมื่อทอดจนสุกเหลืองจะนำมาประกบกัน 2 แผ่น โดยสอดไส้ถั่วแดงกวนน้ำตาลไว้ตรงกลาง และแป้งทอดยังเป็นของโปรดโดราเอมอนอีกด้วย
|